-Track- 01. - Missing You | Part 2

posted on 12 Apr 2010 23:07 by eternal-dears in Fiction


    

บทเพลงบัลลาดที่เน้นเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเปียโน.. ค่อยๆ ดังแผ่วลงตามจังหวะที่กำหนดไว้พร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้ชมในห้องส่งที่ดังแทรกขึ้นมา

 

...ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ใช้ในการแต่งมันขึ้นมาอยู่เสมอ...

 

ในตอนนั้นผมแวะไปหาโยชิกิที่แอลเอล ผมยังจำบรรยากาศในตอนนั้นได้ดี ทั้งๆ ที่มันกำลังจะเข้าหน้าร้อนแท้ๆ แต่กลับมีสายลมพัดผ่านผมไปเอื่อยๆ ราวกับเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ผมหยุดยืนหน้าประตูรั้วสีขาวที่มีความกว้างไม่มากนัก แทบจะเรียกได้ว่ากว้างไม่มากพอที่รถจะสวนกันได้ด้วยซ้ำ ถ้ามองจากลักษณะภายนอกแล้วแทบจะดูไม่ออกเลยว่าเบื้องหลังประตูนั้น จะมีคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่อันเป็นที่พำนักปัจจุบันของนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลของวงการเพลงญี่ปุ่นตั้งอยู่

 

ผมเดินตรงไปยังดอร์โฟนเพื่อกดเรียกผู้ที่อยู่ภายใน แต่เสียงตอบรับกลับเป็น...

“นี่..โยชิกิ ขณะนี้ผมไม่อยู่บ้าน...” เสียงตอบรับบอกกับผมเช่นนั้น

“เฮ้อ!” ผมถอนใจออกมาอย่างผิดหวังเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ผมคิดว่าเขาจะอยู่บ้านเสียอีก แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมใช้คีย์การ์ดใบเล็กๆ ที่ได้รับจากเขาในตอนที่เราเจอกันคราวก่อนเปิดเข้าไปข้างใน 

...เวลานั้นเขาโยนมันมาให้พร้อมกับบอกผมว่า... 

“เอ้า รับนี่ไปสิ นายมาที่นี่เมื่อไหร่ก็เข้าไปรอในบ้านได้เลย เผื่อโทรไม่ติด ฉันมันคนตามตัวยาก นายจะได้ไม่ต้องคอย”

มันก็จริงอย่างที่เขาว่า.. ไม่ทันไรผมก็ตามตัวเขาไม่เจอซะแล้ว ก่อนหน้าที่ผมจะมาใช่ว่าผมไม่โทรหาเขาเสียหน่อย ผมน่ะพยายามโทรศัพท์หาเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่ามันไม่เคยติดเลยซักครั้ง และเครื่องตอบรับของเขามักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่าเขาอยู่ที่แอลเอ ...โยชิกิอยู่ที่นั่นเสมอน่ะแหละ...

เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงตัดสินใจมาคอยที่นี่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ก็เจ้าของบ้านเขาเคยอนุญาตแล้วนี่นา คงจะไม่ผิดอะไรนักที่เข้าไปในบ้านคนอื่นโดยไม่บอกเจ้าของแบบนี้

ประตูรั้วสีขาวค่อยๆ เปิดแง้มออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาไม้ครึ้มเขียวที่ปกคลุมไปทั่วทางเดิน ผมขับรถตรงไปตามทางนั้นราวๆ ห้าสิบเมตร ก็ได้พบกับคฤหาสน์สีขาวที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า ผมวนอ้อมต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางของวงเวียนเพื่อเลี้ยวมาจอดที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นผมก็ลงจากรถที่เช่ามาแล้วเดินเข้าบ้านไป…

 

วินาทีแรกที่เข้าไปนั้นความสว่างจ้าของบ้านก็สะท้อนเข้ามาในตาผม ทั่วทั้งบริเวณตลอดพื้นจรดเพดานทุกอย่างล้วนเป็นสีขาว ยิ่งแสงอาทิตย์สีขาวที่ลอดผ่านเพดานที่มีความสูงราวสิบเมตรนั่น ยิ่งทำให้ที่นี่ดูโอ่โถงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างก็เลือกให้เป็นสีดำเพื่อให้สีตัดกันได้อย่างลงตัว

ทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็เคยมาที่นี่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ชินกับความขาวสว่างของที่นี่เสียที ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะออกแบบมาให้น่าอยู่เพียงใดก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วมันออกจะเป็นบ้านที่กว้างเกินไปเสียหน่อยสำหรับคนที่อาศัยอยู่คนเดียว มิน่า... คนคนนั้นถึงได้ไม่เคยอยู่ติดบ้านเสียที

ผมเลือกที่จะไปนั่งเล่นบนโซฟาหนังสีดำนุ่มสบายในห้องรับแขกที่มีเตาผิงเพื่อให้ความอบอุ่นคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างโทรทัศน์ที่ตั้งขนาบไว้ทั้งสองข้าง ผมก็เคยถามเขาเหมือนกันว่าทำไมต้องตั้งไว้ถึงสองเครื่อง อะไรจะชอบดูทีวีขนาดนั้น ซึ่งเหตุผลที่เขาให้มานั้น ก็ทำให้ผมอึ้งเลยทีเดีย

“อืม... ก็ตั้งไว้ให้มันบาลานซ์กันน่ะ”

ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่คิดว่า... ‘จะมีใครบ้าซื้อโทรทัศน์มาสองเครื่องเพื่อตั้งให้มันดูบาลานซ์กันมั่งฟระ’ หากแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น ซึ่งมันก็เป็นกิริยาที่ทำให้เขาหัวเราะผม แต่ผมว่าเขาคงชินเสียแล้ว เพราะทุกครั้งที่เขาพูดกับใครเรื่องนี้ ก็มักจะทำให้คนคนนั้นอึ้งทึ่งไปเสียทุกคน

ครั้งนั้นผมนั่งรอเขาอยู่นานมาก ...นานเสียจนผมเผลอตัวฟุบหลับไปบนโซฟาหนังสีดำนุ่มหนาตัวนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็บรรยากาศโดยรอบของบ้านก็มืดลงเสียแล้ว แต่ตัวเจ้าของบ้านก็ยังไม่กลับมาเสียที พอว่างมากๆ เข้า ผมที่เป็นคนไม่ชอบเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จึงตัดสินใจหาอะไรทำฆ่าเวลา ตอนนั้นสิ่งเดียวที่นึกถึงจะเป็นอะไรไปได้นอกจากการแต่งเพลง...

ผมจึงเลือกที่จะแต่งเพลงเพื่อถ่ายถอดความคิดคำนึงของผมที่มีต่อเจ้าของบ้านหลังนี้

… Missing You …

.

.

.

และเมื่อการอัดรายการล่วงหน้าในส่วนของการแสดงไลฟ์จบลง ตามแผนงานที่กำหนดไว้การอัดรายการช่วงสัมภาษณ์ก็เริ่มต่อจากนั้นทันที เหล่าศิลปิน ดาราที่มาร่วมรายการต่างพูดคุยเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญที่กำลังจะมาถึงกันอย่างออกรสออกชาติ จนกระทั่งบทสนทนาเหล่านั้นเวียนกลับมาถึงตัวผมบ้าง

“...กัคคุโตะซังคะ อีกประมาณยี่สิบสี่วันก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้วมีวางแผนอะไรไว้บ้างรึเปล่าคะ?” คำถามจากพิธีกรหญิง ทำให้ผมต้องละความสนใจจากห้วงคิดคำนึงในอดีตกลับมาอยู่กับสถานการณ์ในปัจุบันแทนอย่างช่วยไม่ได้

“ปีนี้... ผมว่าจะไปฉลองกับซานต้าที่เกาหลีน่ะครับ” ผมพูดพร้อมกับยิ้มอย่างเป็นสุข เมื่อนึกถึงคนที่เบี้ยวนัดผมที่เกาหลีเมื่อคราวก่อน หลังจากนั้น...โยชิกิก็ได้โทรมาขอนัดผมอีกครั้งเพื่อเป็นการขอโทษ ซึ่งผมก็จงใจเลือกวันคริสต์มาสอีฟ โดยให้เหตุผลกับเขาว่าผมมีงานจนถึงวันนั้น หลังจากงานเสร็จถึงจะสามารถหยุดได้

“จะมีไลฟ์ที่เกาหลีเหรอคะ หรือว่า..” เธอหันมาถามผมต่อ

“ไม่เกี่ยวกับไลฟ์หรอกครับ”

“แหม... พูดอย่างงี้ก็แสดงว่าตอนนี้กัคคุโตะซังไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วสิคะเนี่ย...” เธอหันมาแซวผม... ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะตอนนี้คนคนนั้นเป็นเพียง ‘คนที่ผมรัก’ เท่านั้น ตราบใดที่เขายังมีเรื่องของอีกคนหนึ่งอยู่เต็มหัวใจ ผมก็คงไม่มีวันเป็นคนรักของเขาได้แน่ๆ

............................................................

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอัดรายการในวันนั้น... ผมยังคงมีงานหนักต่อเนื่องทุกวัน เนื่องจากมันเป็นช่วงที่เข้าใกล้เทศกาลสำคัญถึงสองเทศกาลติดกัน ช่วงนี้ของทุกปีจึงเป็นช่วงที่ผมยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน 

โดยเฉพาะปีนี้ผมต้องไปโปรโมทในเกาหลี ทำให้งานของผมดูจะทวีความหนักขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ผมก็มักจะรู้สึกว่าการไปเกาหลีสนุกกว่าการทำงานอย่างอื่นเป็นพิเศษ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขาคนนั้นก็กำลังโปรโมทงานของวงน้องใหม่ในสังกัดของเขาอยู่ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ผมได้ยื่นคำขาดกับทางบริษัทว่าจะขอลาหยุดในช่วงคริสต์มาส ผมต้องสะสางตารางทั้งหมดที่มีในหนึ่งเดือนให้เสร็จภายในสามสัปดาห์ ทั้งการอัดรายการล่วงหน้านับสิบรายการ การให้สัมภาษณ์กับหนังสืออีกราวๆ สามสิบฉบับ การอัดรายการวิทยุที่ผมต้องไปออกประจำ

ตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ผมเหนื่อย...เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายความเหนื่อยนี้ออกมายังไงดี จากที่ผมเป็นคนที่นอนน้อยมากอยู่แล้วเมื่อเทียบกับมาตรฐานคนปกติ มันกลับกลายเป็นว่าเดือนนี้เกือบทั้งเดือนผมแทบจะไม่ได้หลับสนิทเลย จะได้นอนพักผ่อนบ้างก็เพียงในรถ ..ในสตูดิโอ ..หรือไม่ก็บนเครื่องบินก็เท่านั้น

 

แถมผมยังคงมีงานต่อเนื่องจนถึงคืนวันนี้...วันที่ยี่สิบสี่ ซึ่งงานสุดท้ายของผมคือการเล่นไลฟ์ในรายการเพลงรายการหนึ่งซึ่งในงานประจำปีที่ผมพลาดไม่ได้ ผมจึงจำเป็นต้องไปออกรายการนั้น ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้ว ผมแทบอยากจะรีบไปหาเขาเสียเดี๋ยวนั้น แต่ด้วยภาระหน้าที่ต่างๆ มันทำให้ผมไม่สามารถทำตามใจตัวเองแบบนั้นได้

และดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับผม... หลังจากที่ผมได้ขอร้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะขอเล่นเป็นวงแรกๆ เพื่อได้มีเวลาเตรียมตัวไปสนามบินได้ทัน แต่ทางรายการกลับจัดลำดับการเล่นให้ผมอยู่ในกลุ่มเกือบสุดท้าย ซึ่งผมต้องรออยู่ราวๆ สามชั่วโมง

เมื่อถึงวันจริงตอนนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่รับฟังคำขอโทษของรายการที่ไม่สามารถจัดคิวได้ตรงตามที่ผมต้องการ ถึงจะเป็นรายการถ่ายทอดสด แต่ก็ดีที่รายการนี้อัดล่วงหน้าก่อนฉายจริงประมาณสองชั่วโมง อย่างน้อยคงพอให้ผมได้มีเวลาพักหายใจบ้าง

ตอนนี้ในใจผมมีแต่ความกังวลและคำถาม... ทำไมทุกอย่างดูจะไม่เป็นใจกับผมขนาดนี้นะ ก่อนหน้านี้ก็มีงานไม่ได้หยุดได้หย่อน ทำไมผมถึงต้องมีงานในคืนอีฟแบบนี้ด้วย ...แล้วนี่ผมจะไปทันเครื่องบินมั้ยเนี่ย..?

 

นักร้องที่ได้รับคัดเลือกแต่ละวงขึ้นเวทีผ่านไปคนแล้วคนเล่า ไม่ว่าวงที่ขึ้นมาจะเล่นเพลงที่ผมชอบสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนตอนนี้โสตประสาทของผมจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ผมได้แต่มองพวกเขาอยู่หน้าเวทีด้วยความกระวนกระวายใจ หากแต่ผมก็ได้เก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของผม เพราะผมไม่อยากให้คนที่ร่วมงานด้วยต้องไม่สบายใจที่ทำให้ผมต้องลำบาก

เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องพยายามอดทนรอต่อไป เมื่อไหร่จะถึงคิวของผมสักทีนะ เฝ้าคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะเล่นจบสักทีนะ ทำไมการรอคอยอะไรสักอย่างมันช่างยาวนานอะไรเช่นนี้ แต่เอาเถอะ ตอนนี้ถึงคิดไปก็คงไม่มีประโยชน์ ผมควรจะเตรียมพร้อมทำงานให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาด งานจะได้จบลงไปอย่างรวดเร็ว

............................................................

 

“คนเยอะจังเลยเนอะ... กั๊จจัง” เสียงเปรยของใครบางคนดังขึ้นข้างๆ ตัว ผมอาจไม่สนใจหันกลับไปมอง ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงหวานทุ้มนั่นมันช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน และที่สำคัญมีเพียงคนเดียวที่กล้าเรียกผมด้วยชื่อเล่นที่สุดแสนจะน่ารักขนาดนี้

พอหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างเล็กยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ ผมไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกสนุกสนานเป็นพิเศษเช่นกันที่สามารถเข้ามาประชิดตัวผมได้โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยแบบนี้

“อ้อ.. ไฮโดะ คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่า..จะได้เจอนายที่นี่” ผมกล่าวทักเขาไปตามมารยาท

“ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้เจอนายเหมือนกัน คิกคิกคิก แปลกจังนะ ทั้งๆ ที่ปกตินายจะรู้ตัวก่อนที่ฉันจะเข้ามาใกล้นายซะอีก กำลังคิดอะไรอยู่รึไง..?” เขาเอ่ยถามผมพร้อมกับกลั้วเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงเอาไว้ หากแต่ดวงตาสีดำขลับยังคงดูลึกลับ น่าค้นหาอยู่เช่นเคย ยากนักที่จะค้นเจอว่าภายในสมองของร่างบางนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

 

ใบหน้าหวานสวยของนักร้องรุ่นพี่หันมามองผมอย่างสงสัย เมื่อผมยังคงเงียบไม่ยอมตอบคำถามของเขา ดวงตาคู่งามของไฮโดะจ้องลึกลงไปในดวงตาของผมราวกับแววตาของเด็กน้อยที่กำลังควานหาของที่ซ่อนเอาไว้ด้วยความเอาแต่ใจ....

แม้ว่าความเอาแต่ใจของเขานั้นดูน่ารักน่าหลงใหลก็จริงอยู่ บางครั้งผมถึงกับคิดว่านี่คงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของร่างบาง แต่ในทางกลับกันผมก็นึกกลัวความเอาแต่ใจของไฮโดะขึ้นมาจริงๆ.... กลัวว่าวันหนึ่งดวงตาคู่นี้จะรู้ในสิ่งที่ผมพยายามซ่อนเอาไว้ ... สิ่งที่หากไฮโดะรู้เข้าล่ะก็ .... เขาคงไม่มีวันยกโทษให้ผมแน่ๆ

ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าตัวเองเป็นคนหัวช้าก็เถอะ แต่กับเรื่องการอ่านท่าทางของคนล่ะก็เซนส์ของไฮโดะมักจะเฉียบคมกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะปิดบังความลับให้พ้นจากการล่วงรู้ของร่างบาง แม้แต่ตัวผมเองที่ค่อนข้างมั่นใจในการซ่อนความรู้สึกของตัวเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแบบนี้... ผมก็ชักจะเริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาเหมือนกันว่า...ความลับของผมในคืนนี้ผมจะเก็บไว้ได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า?

 

“เอ....หรือว่านัดใครเอาไว้..?” ไฮโดะทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามในสิ่งที่เขาคิดออกมา คำถามของเขาทำเอาผมที่ตีหน้าเรียบเฉยมาตลอด เผลอเลิกคิ้วด้วยความตกใจ... หรือว่าเขาจะรู้กันนะ? ...

“ฮะฮะฮะฮะ จริงซะด้วย... งั้นที่ฉันได้ยินมาก็ถูกสินะ...” พอเห็นผมทำสีหน้าตกใจของผม ไฮโดะก็หัวเราะพลางตบมืออย่างชอบใจ แต่คำพูดของเขามันทำให้ผมรู้สึกสะกิดใจ... นี่เขาไปได้ยินเรื่องอะไรมากันแน่... ทว่า.. ก่อนที่ผมจะได้ถามว่าได้ยินข่าวอะไรมา ผมก็เห็นสมาชิกในวงเขาคนหนึ่งเดินมาเรียกให้เขากลับไป

“มาอยู่นี่เอง ชอบทำให้ชาวบ้านเขาเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ จะเล่นแล้วรีบกลับไปเตรียมตัวเร็วเข้า” ผู้ชายคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าที่เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงร่างบางที่ยืนอยู่ข้างผมอย่างที่พูดจริง.. แล้วไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า ผมรู้สึกว่าสายตาเวลาผู้ชายคนนั้นเหลือบมามองผมมันดูหงุดหงิด ไม่พอใจยังไงชอบกล

“อ๊ะ โทษทีเทตจัง ฉันมัวแต่คุยเพลิน ไปก่อนนะกั๊จจัง เดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วจะมายืนคุยเป็นเพื่อน ไปล่ะ” ไฮโดะหันมาบอกลาผมแล้ววิ่งตามหลังชายคนนั้นไป ท่าทางแบบนั้นของเขามันอดทำให้ผมยิ้มไม่ได้ทุกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้บ้างรึเปล่า

 

ไฮโดะเดินเข้าไปหลังเวทีโดยทิ้งความสงสัยไว้ที่ผม เขาได้ยินอะไรมากันแน่นะ ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาได้ยินเรื่องของผมจากใคร... ผมเฝ้ามองการแสดงของร่างเล็กบนเวทีต่อไปเพียงลำพังเง