-Track- 01. - Missing You | Part 2

posted on 12 Apr 2010 23:07 by eternal-dears in Fiction


    

บทเพลงบัลลาดที่เน้นเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเปียโน.. ค่อยๆ ดังแผ่วลงตามจังหวะที่กำหนดไว้พร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้ชมในห้องส่งที่ดังแทรกขึ้นมา

 

...ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ใช้ในการแต่งมันขึ้นมาอยู่เสมอ...

 

ในตอนนั้นผมแวะไปหาโยชิกิที่แอลเอล ผมยังจำบรรยากาศในตอนนั้นได้ดี ทั้งๆ ที่มันกำลังจะเข้าหน้าร้อนแท้ๆ แต่กลับมีสายลมพัดผ่านผมไปเอื่อยๆ ราวกับเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ผมหยุดยืนหน้าประตูรั้วสีขาวที่มีความกว้างไม่มากนัก แทบจะเรียกได้ว่ากว้างไม่มากพอที่รถจะสวนกันได้ด้วยซ้ำ ถ้ามองจากลักษณะภายนอกแล้วแทบจะดูไม่ออกเลยว่าเบื้องหลังประตูนั้น จะมีคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่อันเป็นที่พำนักปัจจุบันของนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพลของวงการเพลงญี่ปุ่นตั้งอยู่

 

ผมเดินตรงไปยังดอร์โฟนเพื่อกดเรียกผู้ที่อยู่ภายใน แต่เสียงตอบรับกลับเป็น...

“นี่..โยชิกิ ขณะนี้ผมไม่อยู่บ้าน...” เสียงตอบรับบอกกับผมเช่นนั้น

“เฮ้อ!” ผมถอนใจออกมาอย่างผิดหวังเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ผมคิดว่าเขาจะอยู่บ้านเสียอีก แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมใช้คีย์การ์ดใบเล็กๆ ที่ได้รับจากเขาในตอนที่เราเจอกันคราวก่อนเปิดเข้าไปข้างใน 

...เวลานั้นเขาโยนมันมาให้พร้อมกับบอกผมว่า... 

“เอ้า รับนี่ไปสิ นายมาที่นี่เมื่อไหร่ก็เข้าไปรอในบ้านได้เลย เผื่อโทรไม่ติด ฉันมันคนตามตัวยาก นายจะได้ไม่ต้องคอย”

มันก็จริงอย่างที่เขาว่า.. ไม่ทันไรผมก็ตามตัวเขาไม่เจอซะแล้ว ก่อนหน้าที่ผมจะมาใช่ว่าผมไม่โทรหาเขาเสียหน่อย ผมน่ะพยายามโทรศัพท์หาเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่ามันไม่เคยติดเลยซักครั้ง และเครื่องตอบรับของเขามักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่าเขาอยู่ที่แอลเอ ...โยชิกิอยู่ที่นั่นเสมอน่ะแหละ...

เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงตัดสินใจมาคอยที่นี่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ก็เจ้าของบ้านเขาเคยอนุญาตแล้วนี่นา คงจะไม่ผิดอะไรนักที่เข้าไปในบ้านคนอื่นโดยไม่บอกเจ้าของแบบนี้

ประตูรั้วสีขาวค่อยๆ เปิดแง้มออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาไม้ครึ้มเขียวที่ปกคลุมไปทั่วทางเดิน ผมขับรถตรงไปตามทางนั้นราวๆ ห้าสิบเมตร ก็ได้พบกับคฤหาสน์สีขาวที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า ผมวนอ้อมต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางของวงเวียนเพื่อเลี้ยวมาจอดที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นผมก็ลงจากรถที่เช่ามาแล้วเดินเข้าบ้านไป…

 

วินาทีแรกที่เข้าไปนั้นความสว่างจ้าของบ้านก็สะท้อนเข้ามาในตาผม ทั่วทั้งบริเวณตลอดพื้นจรดเพดานทุกอย่างล้วนเป็นสีขาว ยิ่งแสงอาทิตย์สีขาวที่ลอดผ่านเพดานที่มีความสูงราวสิบเมตรนั่น ยิ่งทำให้ที่นี่ดูโอ่โถงและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างก็เลือกให้เป็นสีดำเพื่อให้สีตัดกันได้อย่างลงตัว

ทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็เคยมาที่นี่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ชินกับความขาวสว่างของที่นี่เสียที ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะออกแบบมาให้น่าอยู่เพียงใดก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วมันออกจะเป็นบ้านที่กว้างเกินไปเสียหน่อยสำหรับคนที่อาศัยอยู่คนเดียว มิน่า... คนคนนั้นถึงได้ไม่เคยอยู่ติดบ้านเสียที

ผมเลือกที่จะไปนั่งเล่นบนโซฟาหนังสีดำนุ่มสบายในห้องรับแขกที่มีเตาผิงเพื่อให้ความอบอุ่นคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างโทรทัศน์ที่ตั้งขนาบไว้ทั้งสองข้าง ผมก็เคยถามเขาเหมือนกันว่าทำไมต้องตั้งไว้ถึงสองเครื่อง อะไรจะชอบดูทีวีขนาดนั้น ซึ่งเหตุผลที่เขาให้มานั้น ก็ทำให้ผมอึ้งเลยทีเดีย

“อืม... ก็ตั้งไว้ให้มันบาลานซ์กันน่ะ”

ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่คิดว่า... ‘จะมีใครบ้าซื้อโทรทัศน์มาสองเครื่องเพื่อตั้งให้มันดูบาลานซ์กันมั่งฟระ’ หากแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น ซึ่งมันก็เป็นกิริยาที่ทำให้เขาหัวเราะผม แต่ผมว่าเขาคงชินเสียแล้ว เพราะทุกครั้งที่เขาพูดกับใครเรื่องนี้ ก็มักจะทำให้คนคนนั้นอึ้งทึ่งไปเสียทุกคน

ครั้งนั้นผมนั่งรอเขาอยู่นานมาก ...นานเสียจนผมเผลอตัวฟุบหลับไปบนโซฟาหนังสีดำนุ่มหนาตัวนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็บรรยากาศโดยรอบของบ้านก็มืดลงเสียแล้ว แต่ตัวเจ้าของบ้านก็ยังไม่กลับมาเสียที พอว่างมากๆ เข้า ผมที่เป็นคนไม่ชอบเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จึงตัดสินใจหาอะไรทำฆ่าเวลา ตอนนั้นสิ่งเดียวที่นึกถึงจะเป็นอะไรไปได้นอกจากการแต่งเพลง...

ผมจึงเลือกที่จะแต่งเพลงเพื่อถ่ายถอดความคิดคำนึงของผมที่มีต่อเจ้าของบ้านหลังนี้

… Missing You …

.

.

.

และเมื่อการอัดรายการล่วงหน้าในส่วนของการแสดงไลฟ์จบลง ตามแผนงานที่กำหนดไว้การอัดรายการช่วงสัมภาษณ์ก็เริ่มต่อจากนั้นทันที เหล่าศิลปิน ดาราที่มาร่วมรายการต่างพูดคุยเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญที่กำลังจะมาถึงกันอย่างออกรสออกชาติ จนกระทั่งบทสนทนาเหล่านั้นเวียนกลับมาถึงตัวผมบ้าง

“...กัคคุโตะซังคะ อีกประมาณยี่สิบสี่วันก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้วมีวางแผนอะไรไว้บ้างรึเปล่าคะ?” คำถามจากพิธีกรหญิง ทำให้ผมต้องละความสนใจจากห้วงคิดคำนึงในอดีตกลับมาอยู่กับสถานการณ์ในปัจุบันแทนอย่างช่วยไม่ได้

“ปีนี้... ผมว่าจะไปฉลองกับซานต้าที่เกาหลีน่ะครับ” ผมพูดพร้อมกับยิ้มอย่างเป็นสุข เมื่อนึกถึงคนที่เบี้ยวนัดผมที่เกาหลีเมื่อคราวก่อน หลังจากนั้น...โยชิกิก็ได้โทรมาขอนัดผมอีกครั้งเพื่อเป็นการขอโทษ ซึ่งผมก็จงใจเลือกวันคริสต์มาสอีฟ โดยให้เหตุผลกับเขาว่าผมมีงานจนถึงวันนั้น หลังจากงานเสร็จถึงจะสามารถหยุดได้

“จะมีไลฟ์ที่เกาหลีเหรอคะ หรือว่า..” เธอหันมาถามผมต่อ

“ไม่เกี่ยวกับไลฟ์หรอกครับ”

“แหม... พูดอย่างงี้ก็แสดงว่าตอนนี้กัคคุโตะซังไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วสิคะเนี่ย...” เธอหันมาแซวผม... ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะตอนนี้คนคนนั้นเป็นเพียง ‘คนที่ผมรัก’ เท่านั้น ตราบใดที่เขายังมีเรื่องของอีกคนหนึ่งอยู่เต็มหัวใจ ผมก็คงไม่มีวันเป็นคนรักของเขาได้แน่ๆ

............................................................

 

หลังจากเสร็จสิ้นการอัดรายการในวันนั้น... ผมยังคงมีงานหนักต่อเนื่องทุกวัน เนื่องจากมันเป็นช่วงที่เข้าใกล้เทศกาลสำคัญถึงสองเทศกาลติดกัน ช่วงนี้ของทุกปีจึงเป็นช่วงที่ผมยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน 

โดยเฉพาะปีนี้ผมต้องไปโปรโมทในเกาหลี ทำให้งานของผมดูจะทวีความหนักขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ผมก็มักจะรู้สึกว่าการไปเกาหลีสนุกกว่าการทำงานอย่างอื่นเป็นพิเศษ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขาคนนั้นก็กำลังโปรโมทงานของวงน้องใหม่ในสังกัดของเขาอยู่ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ผมได้ยื่นคำขาดกับทางบริษัทว่าจะขอลาหยุดในช่วงคริสต์มาส ผมต้องสะสางตารางทั้งหมดที่มีในหนึ่งเดือนให้เสร็จภายในสามสัปดาห์ ทั้งการอัดรายการล่วงหน้านับสิบรายการ การให้สัมภาษณ์กับหนังสืออีกราวๆ สามสิบฉบับ การอัดรายการวิทยุที่ผมต้องไปออกประจำ

ตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ผมเหนื่อย...เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายความเหนื่อยนี้ออกมายังไงดี จากที่ผมเป็นคนที่นอนน้อยมากอยู่แล้วเมื่อเทียบกับมาตรฐานคนปกติ มันกลับกลายเป็นว่าเดือนนี้เกือบทั้งเดือนผมแทบจะไม่ได้หลับสนิทเลย จะได้นอนพักผ่อนบ้างก็เพียงในรถ ..ในสตูดิโอ ..หรือไม่ก็บนเครื่องบินก็เท่านั้น

 

แถมผมยังคงมีงานต่อเนื่องจนถึงคืนวันนี้...วันที่ยี่สิบสี่ ซึ่งงานสุดท้ายของผมคือการเล่นไลฟ์ในรายการเพลงรายการหนึ่งซึ่งในงานประจำปีที่ผมพลาดไม่ได้ ผมจึงจำเป็นต้องไปออกรายการนั้น ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้ว ผมแทบอยากจะรีบไปหาเขาเสียเดี๋ยวนั้น แต่ด้วยภาระหน้าที่ต่างๆ มันทำให้ผมไม่สามารถทำตามใจตัวเองแบบนั้นได้

และดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับผม... หลังจากที่ผมได้ขอร้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะขอเล่นเป็นวงแรกๆ เพื่อได้มีเวลาเตรียมตัวไปสนามบินได้ทัน แต่ทางรายการกลับจัดลำดับการเล่นให้ผมอยู่ในกลุ่มเกือบสุดท้าย ซึ่งผมต้องรออยู่ราวๆ สามชั่วโมง

เมื่อถึงวันจริงตอนนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่รับฟังคำขอโทษของรายการที่ไม่สามารถจัดคิวได้ตรงตามที่ผมต้องการ ถึงจะเป็นรายการถ่ายทอดสด แต่ก็ดีที่รายการนี้อัดล่วงหน้าก่อนฉายจริงประมาณสองชั่วโมง อย่างน้อยคงพอให้ผมได้มีเวลาพักหายใจบ้าง

ตอนนี้ในใจผมมีแต่ความกังวลและคำถาม... ทำไมทุกอย่างดูจะไม่เป็นใจกับผมขนาดนี้นะ ก่อนหน้านี้ก็มีงานไม่ได้หยุดได้หย่อน ทำไมผมถึงต้องมีงานในคืนอีฟแบบนี้ด้วย ...แล้วนี่ผมจะไปทันเครื่องบินมั้ยเนี่ย..?

 

นักร้องที่ได้รับคัดเลือกแต่ละวงขึ้นเวทีผ่านไปคนแล้วคนเล่า ไม่ว่าวงที่ขึ้นมาจะเล่นเพลงที่ผมชอบสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนตอนนี้โสตประสาทของผมจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ผมได้แต่มองพวกเขาอยู่หน้าเวทีด้วยความกระวนกระวายใจ หากแต่ผมก็ได้เก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของผม เพราะผมไม่อยากให้คนที่ร่วมงานด้วยต้องไม่สบายใจที่ทำให้ผมต้องลำบาก

เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องพยายามอดทนรอต่อไป เมื่อไหร่จะถึงคิวของผมสักทีนะ เฝ้าคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะเล่นจบสักทีนะ ทำไมการรอคอยอะไรสักอย่างมันช่างยาวนานอะไรเช่นนี้ แต่เอาเถอะ ตอนนี้ถึงคิดไปก็คงไม่มีประโยชน์ ผมควรจะเตรียมพร้อมทำงานให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาด งานจะได้จบลงไปอย่างรวดเร็ว

............................................................

 

“คนเยอะจังเลยเนอะ... กั๊จจัง” เสียงเปรยของใครบางคนดังขึ้นข้างๆ ตัว ผมอาจไม่สนใจหันกลับไปมอง ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงหวานทุ้มนั่นมันช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน และที่สำคัญมีเพียงคนเดียวที่กล้าเรียกผมด้วยชื่อเล่นที่สุดแสนจะน่ารักขนาดนี้

พอหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างเล็กยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ ผมไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกสนุกสนานเป็นพิเศษเช่นกันที่สามารถเข้ามาประชิดตัวผมได้โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยแบบนี้

“อ้อ.. ไฮโดะ คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่า..จะได้เจอนายที่นี่” ผมกล่าวทักเขาไปตามมารยาท

“ฉันก็ไม่คิดว่าจะได้เจอนายเหมือนกัน คิกคิกคิก แปลกจังนะ ทั้งๆ ที่ปกตินายจะรู้ตัวก่อนที่ฉันจะเข้ามาใกล้นายซะอีก กำลังคิดอะไรอยู่รึไง..?” เขาเอ่ยถามผมพร้อมกับกลั้วเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงเอาไว้ หากแต่ดวงตาสีดำขลับยังคงดูลึกลับ น่าค้นหาอยู่เช่นเคย ยากนักที่จะค้นเจอว่าภายในสมองของร่างบางนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

 

ใบหน้าหวานสวยของนักร้องรุ่นพี่หันมามองผมอย่างสงสัย เมื่อผมยังคงเงียบไม่ยอมตอบคำถามของเขา ดวงตาคู่งามของไฮโดะจ้องลึกลงไปในดวงตาของผมราวกับแววตาของเด็กน้อยที่กำลังควานหาของที่ซ่อนเอาไว้ด้วยความเอาแต่ใจ....

แม้ว่าความเอาแต่ใจของเขานั้นดูน่ารักน่าหลงใหลก็จริงอยู่ บางครั้งผมถึงกับคิดว่านี่คงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของร่างบาง แต่ในทางกลับกันผมก็นึกกลัวความเอาแต่ใจของไฮโดะขึ้นมาจริงๆ.... กลัวว่าวันหนึ่งดวงตาคู่นี้จะรู้ในสิ่งที่ผมพยายามซ่อนเอาไว้ ... สิ่งที่หากไฮโดะรู้เข้าล่ะก็ .... เขาคงไม่มีวันยกโทษให้ผมแน่ๆ

ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าตัวเองเป็นคนหัวช้าก็เถอะ แต่กับเรื่องการอ่านท่าทางของคนล่ะก็เซนส์ของไฮโดะมักจะเฉียบคมกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะปิดบังความลับให้พ้นจากการล่วงรู้ของร่างบาง แม้แต่ตัวผมเองที่ค่อนข้างมั่นใจในการซ่อนความรู้สึกของตัวเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแบบนี้... ผมก็ชักจะเริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาเหมือนกันว่า...ความลับของผมในคืนนี้ผมจะเก็บไว้ได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า?

 

“เอ....หรือว่านัดใครเอาไว้..?” ไฮโดะทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามในสิ่งที่เขาคิดออกมา คำถามของเขาทำเอาผมที่ตีหน้าเรียบเฉยมาตลอด เผลอเลิกคิ้วด้วยความตกใจ... หรือว่าเขาจะรู้กันนะ? ...

“ฮะฮะฮะฮะ จริงซะด้วย... งั้นที่ฉันได้ยินมาก็ถูกสินะ...” พอเห็นผมทำสีหน้าตกใจของผม ไฮโดะก็หัวเราะพลางตบมืออย่างชอบใจ แต่คำพูดของเขามันทำให้ผมรู้สึกสะกิดใจ... นี่เขาไปได้ยินเรื่องอะไรมากันแน่... ทว่า.. ก่อนที่ผมจะได้ถามว่าได้ยินข่าวอะไรมา ผมก็เห็นสมาชิกในวงเขาคนหนึ่งเดินมาเรียกให้เขากลับไป

“มาอยู่นี่เอง ชอบทำให้ชาวบ้านเขาเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ จะเล่นแล้วรีบกลับไปเตรียมตัวเร็วเข้า” ผู้ชายคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าที่เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงร่างบางที่ยืนอยู่ข้างผมอย่างที่พูดจริง.. แล้วไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า ผมรู้สึกว่าสายตาเวลาผู้ชายคนนั้นเหลือบมามองผมมันดูหงุดหงิด ไม่พอใจยังไงชอบกล

“อ๊ะ โทษทีเทตจัง ฉันมัวแต่คุยเพลิน ไปก่อนนะกั๊จจัง เดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วจะมายืนคุยเป็นเพื่อน ไปล่ะ” ไฮโดะหันมาบอกลาผมแล้ววิ่งตามหลังชายคนนั้นไป ท่าทางแบบนั้นของเขามันอดทำให้ผมยิ้มไม่ได้ทุกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้บ้างรึเปล่า

 

ไฮโดะเดินเข้าไปหลังเวทีโดยทิ้งความสงสัยไว้ที่ผม เขาได้ยินอะไรมากันแน่นะ ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาได้ยินเรื่องของผมจากใคร... ผมเฝ้ามองการแสดงของร่างเล็กบนเวทีต่อไปเพียงลำพังเงียบๆ เพื่อรอสักถามข้อสงสัย

แล้วหลังจากเล่นเสร็จเขาก็กลับมายืนข้างๆ ผมอีกครั้งตามที่ได้พูดไว้ก่อนไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นซักนิด ผมโตแล้วถึงอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้ไม่ใช่เพื่อนคุยเสียหน่อย

เมื่อเขาว่ามาแบบนี้ผมก็เลยพยักหน้าตอบรับเขาไปเงียบๆ ก็มีใครสามารถขัดความประสงค์นักร้องนำร่างเล็กคนนี้ได้บ้างล่ะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครกล้าขัดใจร่างบางซักคน ขนาดผมเองที่เกิดมายังไม่เคยยอมใครมาก่อน ก็ยังต้องยอมโอนอ่อนตามเขาเลย ....นี่ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดนะ?

 

“ว่าแต่เมื่อกี้.. นายว่านายได้ยินอะไรมานะ?” และเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างเราดูเงียบเกินไปนัก ผมจึงเริ่มต้นถามในสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่นี้ขึ้นมา

“อ่า... เรื่องนั้นเอง... ก็เค้าว่ากันว่า... นายกำลังมีความรัก..” ไฮโดะเงยหน้าขึ้นมองหน้าผมอย่างชั่งใจ ก่อนจะตอบคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้ได้เลยว่าคนพูดไม่ค่อยสบอารมณ์ที่จะพูดถึงหัวข้อนี้เท่าไหร่นัก ... ทำไมเขาถึงใช้น้ำเสียงแบบนั้นผมก็ไม่อาจรู้ได้ ทั้งๆ ที่เขายังดูร่าเริงอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้แท้ๆ แต่พอผมถามเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเขาก็ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“อีกฝ่ายใครกันล่ะ? สาวสวยที่ถ่ายแบบด้วยกัน หรือว่านางเอกเอวี เอ๊ย พีวีคนนั้น” แล้วเขาก็ถามต่อในหัวข้อเดิม หากใครไม่ได้ยินน้ำเสียงเขาตอนนั้นคงคิดว่าเขาคงถามผมด้วยความอยากรู้ทั่วๆ ไป ทั้งๆ ที่แววตาและน้ำเสียงของเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นซักนิด บางครั้งผมก็รู้ว่าตัวเอง ไม่เข้าใจคนคนนี้เอาซะเลย... ดูผิวเผินอาจจะคิดว่าคนคนนี้อ่านออกอย่างง่ายดาย แต่พอเริ่มจะอ่านแล้วจึงรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายอย่างที่คิดไว้เลยซักนิด ....

 

.....ดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเข้มแข็ง ...ดูเหมือนอ่านง่าย แต่ความจริงลึกลับซับซ้อน .... เหมือนเขาคนนั้นไม่มีผิด ...

 

“ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่พวกเธอหรอก ท่าทางข่าวนายจะผิดซะแล้วล่ะ ...ไฮโดะ” ผมตอบพลางยิ้มให้กับใบหน้าที่ขมวดคิ้วจนยุ่งของไฮโดะ แบบนี้ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ

“แต่ฉันอยากรู้นี่ บอกมานะ..กั๊จจัง วันนี้นายก็นัดเธอไว้นี่นา” ผมแทบหลุดหัวเราะออกมา ..เมื่อใบหน้าสวยหวานที่ยุ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเริ่มหงิกงอเพราะไม่ได้อย่างใจ ไฮโดะเริ่มเขย่าแขนผมอย่างเอาแต่ใจ เพื่อให้ผมยอมบอกเรื่อง ‘เธอคนนั้น’ ซึ่งจริงๆ ควรจะเป็นเรื่องของ ‘เขาคนนั้น’ ต่างหาก

“เอาไว้คราวหลังแล้วกันนะ ว่าแต่..ได้เวลาไปเตรียมตัวแล้วล่ะ ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อน” ผมกล่าวอย่างอารมณ์ดี ก็เพราะว่าในที่สุดก็ถึงคิวผมเสียที อีกนิดเดียวผมก็จะได้ไปหาเขาคนนั้นแล้ว ...

............................................................

To be continue...

 

-Track- 01. - Missing You | Part 1

posted on 02 Jan 2010 08:47 by eternal-dears in Fiction

  

... คิดถึง ...

 

อันที่จริงมันก็แค่ความรู้สึกแสนธรรมดาที่ใครๆ ก็มีกัน... แม้แต่คนอย่างผม คนที่รู้จักผมเพียงผิวเผินอาจจะคิดว่า... คนที่ตีสีหน้าเรียบนิ่งตลอดเวลาประหนึ่งคนไร้อารมณ์อย่างผมจะรู้จักความหมายของคำคำนี้ด้วย

ผมน่ะ..ไม่เพียงแต่รู้จักมันหรอก แต่เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจความทรมานของมันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว การที่เฝ้าแต่คิดถึงคนคนหนึ่งโดยไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากนั่งคิดถึงเขาอยู่อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม... ทั้งผมและโยชิกิก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่พอคิดถึงกันแล้วจะสามารถไปมาหาสู่กันได้ตามใจชอบ เราทั้งคู่ยังมีภาระและหน้าที่ซึ่งต้องจัดการให้ลุล่วง สำหรับคนรอบข้างของพวกเราแล้ว คงจะมองว่าเราเป็นพวกบ้างานด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะเขาที่มีตารางงานยาวเหยียดตลอดทั้งปีตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดึกดื่นเที่ยงคืนบางครั้งก็ยังไม่ได้นอน เนื่องจากต้องทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จเสียก่อน

ผมถอนใจอย่างปลงตกในโชคชะตาของตัวเอง ในขณะที่สมองของผมก็เริ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

...นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมได้รู้จักผู้ชายคนนี้...

 

จะว่าไปแล้วการพบกันระหว่างผมกับโยชิกิเป็นเหมือนพรหมลิขิต คนที่รู้จักเราทั้งคู่มักเข้าใจว่าการพบกันครั้งแรกของเราเริ่มต้นเมื่อแปดปีก่อน สมัยที่ฮิเดะซังซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพยังมีชีวิตอยู่และผมยังคงเป็นนักร้องนำให้วง ‘Malice Mizer’ รุ่นพี่ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับเขาอีกครั้ง...ในฐานะเพื่อนสนิท

แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่าความจริงแล้วการพบกันครั้งแรกของเรามันเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี.... ในช่วงระยะเวลานั้น คงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก จนเขาคงลืมมันไปจนหมดแล้ว ...

 

การพบกันของเรานั้น แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในชีวิตของเขา แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ อย่าง เวลานั้นผมเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเก้าที่ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ เนื่องจากถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน เป็นช่วงที่เริ่มต้นใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของทางบ้านอีกต่อไป ในช่วงเวลานั้นผมทำทุกอย่างที่เคยถูกห้ามเอาไว้ ... บางทีการที่ผมทำตัวแบบนี้อาจจะเป็นเพราะต้องการระบายความเก็บกดที่มีในวัยเด็กก็เป็นได้

 

... ชีวิตนี้เป็นของผม.. ผมจะทำอะไรมันก็เป็นเรื่องของผม...

 

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ในตอนแรก...

ในเวลานั้นผมทำงานเป็นโฮสต์และดีลเลอร์ในคาสิโนแห่งหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นงานที่รายได้ดี โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เงินมาใช้ง่ายๆ แล้ว ผมเคยหาเงินได้วันละแสน และใช้มันหมดภายในวันเดียว ขอแค่มีเงินก็พอให้ผมมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมากๆ จะได้พ้นจากสภาพความยากจนที่ผมเคยเผชิญมาตั้งแต่เล็กเสียที

ดังนั้น... เมื่อได้ออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง ผมจึงสาบานกับตัวเองว่า... ชีวิตนี้จะไม่มีวันยอมให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพข้นแค้นแบบนั้นอีกเป็นอันขาด ต่อจากนี้ผมจะต้องร่ำรวย.. ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าใครๆ ... ด้วยคำสาบานนั้นผมจึงเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพกลางคืนเรื่อยมา

แต่แล้ว... อยู่มาวันหนึ่งผมก็ได้พบว่า การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของผมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ใช้ชีวิตได้ด้วยซ้ำ เพราะผมไม่เคยแคร์ว่าตัวเองจะอยู่หรือจะตาย ทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนไม่รู้ค่าของมัน ก็แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ มันก็เท่านั้นเอง ...ที่สุดก็แค่ยังไม่ตายก็เท่านั้น

 

....เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมจากดีลเลอร์ในคาสิโน ให้กลายเป็นผมอย่างทุกวันนี้ได้ก็คือ... การได้พบกับเขา...

 

เขาคนนั้น...เป็นลูกค้าของคาสิโนที่ผมทำงานอยู่ เขาเป็นนักดนตรีที่มีภาพลักษณ์เหมือนกับคุณชายในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งเช่นเดียวกับเหล่าคนชั้นสูงที่รายล้อมรอบตัวเขาอยู่ นอกจากนั้น.. ที่ข้างกายของเขาก็มักจะมีสาวงามเคียงคู่อยู่ตลอดเวลา ในสายตาของผม...เขาช่างดูสง่างามและสมบูรณ์แบบเหลือเกิน...

 

.... แบบนี้สิที่ผมอยากเป็น ...

 

พอมองเขาในเวลานั้นแล้ว ความคิดนี้ก็ลอยเขามาในหัว ใช่...ชีวิตที่ผมใฝ่ฝันมันคือการที่ได้มีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับผู้ชายคนนี้... หลังจากวันนั้นมาเป้าหมายในการใช้ชีวิตของผมมันก็เปลี่ยนแปลงไป

แม้แต่ตอนนี้คำพูดประโยคแรกที่เขากล่าวก็ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบสามปีแล้วก็ตาม...

 

"ระหว่างคิดว่าชีวิตของนายตอนนี้มันช่างวิเศษเหลือเกิน กับการที่นายคิดว่าชีวิตของนายมันจะเป็นยังไงก็ได้? นายคิดว่าอย่างไหนดีกว่ากัน?" เขาถามผมพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลสมกับเป็นคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีในสังคมชั้นสูง  

"ก็ต้องคิดว่าชีวิตนี้มันแสนวิเศษน่ะสิ...!!" ผมตอบเขากลับไปในทันทีแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

 

ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับคำพูดของเขา... คำพูดนั้นมันทำให้ผมได้ตระหนักว่า.. ตลอดเวลาที่ผม ใช้ชีวิตมานั้น มันช่างไร้ความหมายเสียจริงๆ ...ทั้งๆ ที่ผมยังหนุ่มและมีแรงดีอยู่ ผมน่าจะเอาความคิดและสมองที่มีไปใช้ในทางอื่นที่เป็นประโยชน์กับตัวเองให้มากกว่าการจมปลักอยู่ในคาสิโนแบบนี้ไม่ใช่เหรอ..?

นับจากนั้นมา..ผมก็เริ่มใช้เวลาอยู่กับเขามากขึ้น ใช้เวลาทำสิ่งต่างๆ กับเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ว่างจากงานที่ทำ ผมมักจะไปพบเขาที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ เสมอ และนั่น..เป็นครั้งแรกที่ผมจำได้ว่าผมเริ่มให้ความสนใจคนอื่นนอกจากตัวเองบ้าง...

อย่างไรก็ตามผมก็รู้สึกสนใจเขายิ่งกว่าใครทั้งหมดที่ผมเคยได้พบมา อาจเป็นเพราะความยอดเยี่ยมของเขาทั้งในเรื่องดนตรีและการใช้ชีวิตกระมังที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจเขามากขนาดนี้ เขามักจะกล่าวว่า "อย่างไหนดีกว่ากัน อันนี้หรืออันนั้น?" และเขาก็มีวิธีที่จะอธิบายเรื่องต่างๆ ให้ผมเข้าใจเรื่องราวนั้นได้อย่างง่ายดาย

และเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเราได้พูดคุยกันมากขึ้นเท่าไหร่ ผมได้เริ่มเรียนรู้วิธีการคิดและวิธีการแสดงออกซึ่งแตกต่างไปจากที่ผมเคยคิดหรือทำอยู่ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่ผมได้ตระหนักว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมเพียงไร

 

ผมเป็นคนเกลียดความพ่ายแพ้อย่างที่สุด จนกระทั่งตอนนี้ถ้าผมได้พบกับคนที่เก่งกาจกว่าผมในทุกๆ ด้านแล้วล่ะก็ ผมก็จะเรียนรู้จากเขาคนนั้นแล้วข้ามผ่านกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยมกว่าเขาคนนั้นให้ได้

ทว่าในกรณีของคนคนนี้ ... เขากลับเป็นคนที่ผมไม่สามารถจะข้ามผ่านไปได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม เขาก็ยังคงเหนือกว่าในทุกทางอยู่ดี เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้สึกว่าผมคงไม่มีทางไล่ตามความยอดเยี่ยมของเขาได้ทันแน่ๆ

แม้ว่าจากวันนั้นมาเวลาจะผ่านไปกว่าสิบปีแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของผมก็ยังไม่เข้าใกล้เขาเลยซักนิด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดว่าคงมีซักวันที่ผมจะได้ขึ้นไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับเขา ...

 

...ณ ช่วงเวลานั้นที่ผมได้พบกับเขา ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเอง เพิ่งเกิด ขึ้นมาบนโลกนี้...

 

....ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ...

 

ตอนที่ได้พบกับเขา เป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้มีชีวิตอยู่จริงๆ เหมือนกับว่าในที่สุดผมก็หาคำตอบให้กับชีวิตตัวเองได้แล้ว คำตอบของคำถามที่ว่าผมเกิดมาทำไม?’ คำพูดและความยอดเยี่ยมของเขาได้ช่วยให้ความหมายในการมีชีวิตอยู่กับผม...

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่อง เส้นทางสายดนตรีอย่างจริงจัง ผมเริ่มกลับไปศึกษาการตีกลองอย่างตั้งใจ ขณะเดียวกันก็ฝึกซ้อมเปียโนที่เคยทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่งไปด้วย ....

 

นับจากวันที่ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ ผมก็ลาออกจากคาสิโน และเดินทางไปโตเกียวเพื่อสานฝันในการเป็นนักดนตรีอาชีพของผม โดยไปเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ ‘Malice Mizer’ ในฐานะนักร้องนำ

แต่การเดินทางตาม เส้นทางสายดนตรีสู่ความฝันของผมนั้นมันไม่ง่ายเอาเสียเลย ไม่มีกลีบกุหลาบ หรือพรมแดงปูลาดไปตามทางที่ผมเดิน... มันแสนขรุขระและลำบากยากเย็นกว่านั้นหลายเท่า เส้นทางนี้มันเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความเศร้า และสุดท้ายจบลงด้วยความตายของเพื่อนสนิทคนสำคัญของผม....

หลังจากเข้าไปเป็นสมาชิกของ ‘Malice Mizer’ ได้พักใหญ่ ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยกลับมีอันต้องมาพังทลายลง เมื่อผมกับสมาชิกในวงมีเรื่องขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ...รุนแรงมากขนาดที่ว่าผมตัดสินใจเดินแยกออกมา ไม่ร่วมทางกับพวกเขาอีกต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้น... นับเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงในชีวิตผม เพราะความหมายของการมีชีวิตอยู่ที่เคยเชื่อมั่นมาตลอดได้สูญสลายไปพร้อมๆ กับเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมรู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเกาะ เมื่อทุกอย่างมันพังทลายไปหมดแล้ว จากนี้..ผมจะเหลืออะไรให้ยึดถือเป็นจุดหมายของชีวิตดี?

มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มกลับมาถามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองอีกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้องอยู่รึเปล่า? ...ทั้งๆ ที่พยายามอย่างสุดกำลังแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ผมได้กลับมามันคืออะไร? ผมควรจะเดินต่อไป หรือว่ามองหาหนทางใหม่ที่ดีกว่านี้ดีนะ?

 

...
ในเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ผมก็ได้พบกับโยชิกิอีกครั้ง...

 

ช่วงเวลาหลายปีที่เราไม่ได้พบกัน เขาก็ยังคงเข้มแข็งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ด้วยรูปลักษณ์ที่บอบบางราวกับเจ้าหญิงที่รอคอยการปกป้องจากอัศวินผู้กล้า หากแต่ใครจะรู้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของรูปลักษณ์นั้นซ่อนความเข้มแข็งอย่างยิ่งยวดเอาไว้ภายใน เขาเป็นคนที่เข้มแข็งยิ่งว่าใครที่ผมเคยพบมา

ในเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต... เมื่อเขาต้องสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าเขายังคงเศร้าโศกจากการเสียคนสำคัญไป แต่เขาก็ยังมีน้ำใจปลอบใจผมซึ่งกำลังเคว้งคว้างอย่างอ่อนโยน... และคำพูดของเขาได้จุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ของผมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...

 

เวลานั้นเรากำลังยืนมองท้องทะเลยามค่ำที่มืดมิดเหมือนความเศร้าโศกของเขา เขาเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาได้เห็นเถ้ากระดูกของรุ่นพี่ของผมค่อยๆ จมลงสู่ท้องน้ำเบื้องล่าง นอกจากที่หลุมศพ ก็มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่เขารู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ๆ กับรุ่นพี่ของผม ดังนั้นการที่เขาพาผมมาที่นี่คงเพราะอยากให้ผมมาเยี่ยมรุ่นพี่ที่จากไป

 

เรายืนมองพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นาน ในที่สุดเขาหันมาถามผมว่า...

"ระหว่างคิดว่าชีวิตนี้ช่างวิเศษเหลือเกิน กับการที่นายคิดว่าชีวิตนี้จะเป็นยังไงก็ได้ นายว่าอย่างไหนดีกว่ากัน..?"

คำพูดนั้นเป็นคำพูดเดียวกับที่เขาได้เคยพูดกับผมเมื่อนานมาแล้ว ผมไม่คิดว่าเขาจะจำผมได้หรอก แต่คิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นการบอกใบ้ถึงคำตอบของสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ก็เป็นได้ ...

 

ถ้าเป็นในเวลานี้คำตอบยังจะเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า?

มันแน่นอนอยู่แล้ว!!!

 

... แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าชีวิตนี้ของผมมันช่างวิเศษเหลือเกิน ...

 

คำพูดของเขาทำให้ผมนึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ในเวลานั้นผมไม่มีอะไรเลย ทั้งแรงบันดาลใจที่มุ่งมั่นจะเป็นนักดนตรีอาชีพให้ได้ หรือความทุ่มเทที่มีให้กับความฝันของผม ผมออกจากเกียวโตมายังโตเกียวด้วยตัวเปล่าๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาทีละอย่าง ทั้งเพื่อนและวงดนตรี

จะว่าไปแล้วตอนนี้ มันก็เหมือนย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นอีกครั้งเท่านั้นเอง ผมคิดแล้วก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อมันไม่มี ผมก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ถึงไม่มีวงก็ไม่เป็นไร ผมจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือนี้อีกครั้ง!!!

 

"ขอบคุณ... คุณรู้ไหมเมื่อนานมาแล้ว เคยมีคนพูดแบบนี้กับผมเหมือนกัน" ผมกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ คำพูดของเขาช่วยผมไว้ถึงสองครั้ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกตัวซะเลย เขาคงลืมเรื่องของผมไปจนหมดแล้ว เขาคงลืมไปแล้วว่าเมื่อหลายปีก่อนมีเด็กคนหนึ่งหลงไหลในความยอดเยี่ยมของเขาและยึดเขาเป็นต้นแบบจนเติบโตมาได้ขนาดนี้...

"หึๆ งั้นเหรอ" เขากล่าวพลางหัวเราะลงคอเบาๆ ตามแบบของเขา

"ใช่ มันบังเอิญมากเลยล่ะ"

 

แต่เอาเถอะ... ถึงแม้ว่าจะอดน้อยใจไม่ได้ที่เขาจำผมไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การที่ผมพยายามจนมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคำพูดประโยคนั้นของเขา เขาคงจะต้องรู้สึกผิดหวังแน่ๆ ถ้าผมจะทิ้งทุกอย่างไปง่ายๆ แบบนี้ ตอนนี้ผมมีเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตแล้ว จากนี้ไปผมจะพยายามต่อไป จนกว่าจะได้ยืนเคียงข้างเขาได้อย่างทัดเทียม...

 

.....................................................................

To be continue...

 

 

::Mikoto::

มองแบบนี้แล้ว ค่อยดูเป็นนิยายขึ้นมาหน่อย (จากเดิมที่มักถูกหาว่าเขียนสารคดีอยู่รึเปล่า) รีไรท์ไปก็ขำกันไป เพราะบางประโยคเพียงแค่เรียงประโยคใหม่ก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนไปได้แล้ว ภาษาเนี่ยช่างน่ากลัวจริง สำหรับผู้ที่เพิ่งอ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรกกรุณาอย่าแปลกใจ การเขียนนิยายเรื่องนี้ก็ใช้วิธีเดียวกับการต่อจิ๊กซอร์นั่นแหละ ก๊ากกก

อ่านกี่ทีก็ชอบตรงนี้ “ด้วยรูปลักษณ์ที่บอบบางราวกับเจ้าหญิงที่รอคอยการปกป้องจากอัศวินผู้กล้า”

ขอโทษเถอะนะ แน่ใจเหรอว่านี่เป็นคำบรรยาย “เซเมะ” ของเราน่ะ มีอย่างเรอะ เซะเป็นเจ้าหญิง ส่วนอุเคะของเรากลับอยากเป็น “อัศวิน” ซะงั้น ช่วยทำอะไรที่มันตรงกับตำแหน่งของตัวเองหน่อยไม่ได้เรอะ เฮ้อ เขียนไปขำไป ให้มันได้อย่างนี้สิ    

 

 

【fic】Eternal Dears | -Track- 01. Missing You

posted on 15 Dec 2009 22:18 by eternal-dears in Fiction

  

Title : Eternal Dears

Track : 01 - Missing You (คิดถึงเธอ)
Author : Kisatsu & Mikoto
Pairing : Yoshiki x Gackt
Rate : PG-13 to R
Genre : RPS
Warning : นิยายนี้เรื่องไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริงแต่อย่างใด ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น

Status : On Going


PART :  ■ ■ ■



-Special- 

 

 

...

A u t h o r . Ta l k . . .  

 

::Mikoto:: 

โดนโยนทอล์คมาให้เขียน เอาเข้าจริงแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี (เพราะตอนนี้กำลังกรี๊ดกับพ่อบ้านดำเวอร์ชั่นละครเวทีที่เพิ่งได้มาอยู่ อ๊ากก จิเอลน่ารักโฮกกกกก เกรลแรดได้ใจจริงๆ ส่วนเซบาสแอบคิดอยู่หลายครั้ง(ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าแกเป็นผู้ชายก็เถอะ)ว่าเนี่ยผู้ชายจริงดิ นี่ไม่ใช่ผู้หญิงมาเล่นบทผู้ชายใช่ไหมเนี่ย)

 

เอาล่ะ!!

เลิกนอกเรื่องแล้วมาทอล์คอย่างจริงจังกันดีกว่า ....

สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่แก้ไขดัดแปลงจากเวอร์ชั่นเดิมโดยผนวกรวมเอาตอนแรก ( Eternity) กับตอนที่ 2 (Kimi ni Aitakute) ที่มีความยาวรวมกันเกือบ 70 หน้า มาหั่นให้เหลือความยาวเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อพวกเรากลับมาอ่านอีกครั้งได้พบว่าในต้นฉบับเก่านั้นมีข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อเนื้อหลักมากเกินไป (น้ำก็เยอะ พล่ามพรรณาก็เยอะเกินไปด้วยล่ะนะ)

พวกเราเลยเห็นว่าควรจะคั้นน้ำออกซะบ้าง เพื่อเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น พูดไปแล้วการรีไรท์รอบนี้ก็เหมือนทำพะโล้แหละนะ ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ เคียวให้น้ำงวดลงแล้วให้รสของเครื่องเทศแทรกซึมเข้าไปในเนื้อให้มากที่สุด

ฮ่าๆๆๆ พูดไปพูดมาเหมือนเปิดสูตรทำอาหารซะงั้น 

แต่อย่างไรก็ตามก็หวังว่าทุกท่านคงจะสนุกสนานกับ Eternal Dears เวอร์ชั่นที่ถูกเคี่ยวจนงวดนี้น้า

 

รักคนอ่านจ้า จุ๊บๆๆ >3< 

 

 

...

 

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล๊อคแห่งนี้นะคะ ^^ 
ไม่ว่าจะเป็นคนที่ผ่านเข้ามาหรือคนที่ตั้งใจเข้ามา (จะมีมั้ยนะ อิๆ)

 

ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ เจ้าของบล๊อคทั้งสองชื่อ Kisatsu (คิซัทสึ) กับ Mikoto (มิโกโตะ) ค่ะ บล๊อคนี้เป็นบล๊อคที่จัดทำขึ้นเพื่อลงนิยายเรื่องหนึ่งของพวกเรา ชื่อเรื่องตามหัวบล๊อคเลยค่ะว่า Eternal Dears เป็นนิยายแฟนฟิคชั่นอิงวงเรื่องยาวที่มีความหนามากกว่า 500 หน้า A4 ซึ่งเราทั้งสองได้เริ่มเขียนเรื่องนี้กันมาตั้งแต่เดือนสิงหาปี 2005

เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่พวกเราเขียนด้วยกัน และเป็นนิยายเรื่องยาวที่สุดที่เคยเขียนกันมา สี่ปีผ่านไป.. เราทั้งสองได้ตัดสินใจนำเรื่องนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น rewrite ใหม่ (ก็ขนาดหนังเค้ายังมีรีม้งรีเมคกันได้นี่นา นิยายเราเลยเอามั่ง แหะๆ) สาเหตุสำคัญก็เพื่อให้ผลงานเรื่องนี้เป็นผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ค่ะ

 

ขอฝากผลงานเรื่องนี้เอาไว้ด้วยนะคะ *โค้งๆ*

 

 

.....

 

 

~ Kisatsu ~ 

สวัสดีค่ะ แอบหนีงานมาทักทายเล็กน้อย ...ด้วยแรงฮึดเมื่อวาน  เราได้ใช้เวลาทั้งหมด 4 ชม. ในการทำบล๊อคขึ้นมาได้สำเร็จ จริงๆ เราคิดโปรเจ็คนี้กันไว้นานแล้วค่ะ แต่ต่างคนต่างทำงานแล้วก็เลยผลัดวันประกันพรุ่งกันมาเรื่อยๆ ไม่ได้เริ่มต้นอะไรกันซะที เราก็เลยคิดว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำ มี่จังจะต้องอู้แน่ๆ (อ้าวววว โบ้ยกันเห็นๆ 555) เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดบล๊อคนี้ค่ะ

จากนี้ไปจะทยอยอัพทั้งนิยายที่เขียนไว้แล้วกว่า 500 หน้า ในฉบับปรับปรุงใหม่ และข้อเท็จจริงจากแหล่งต่างๆ นับไม่ถ้วน เพื่อให้นิยายเรื่องนี้มีการอ้างอิงที่สมบูรณ์ที่สุด คนอ่านทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ถ้าผ่านมาก็เข้ามาทักทายกันบ้างนะคะ ^^

ฝากบ้านใหม่หลังนี้กันด้วยค่ะ

 

 

.....

 

 

:: MIKOTO :: 

อ่ะแฮ่มๆๆ // กระแอมสองทีเอาฤทธิ์เปิดบล๊อคใหม่

ชีวิตนี้ไม่เคยมีบล๊อคเป็นเรื่องเป็นราวกับเค้าเลยค่ะ แบบว่าเป็นพวกไม่ชอบเขียนบันทึก เวลามีเรื่องชอบหาคนมานั่งฟังเราระบายมากกว่า แต่ว่าที่ลงทุนเปิดบล๊อคคราวนี้เป็นโอกาศพิเศษค่ะ

 

โอกาศพิเศษที่ว่าก็คือ ....

 

การใช้บล๊อคแห่งนี้เป็นที่ลงผลงานชิ้นโบว์แดงของเราค่ะ

 

ผลงานที่ใช้เวลาบ่มเพาะนานกว่า 4 ปี และทุ่มทุนสร้างไปกว่าล้านบาท (ถ้าคิดว่าเรากำลังพูดเล่น หรือใส่มุกเอาฮาล่ะก็คุณคิดผิดซะแล้ว เพราะนี่คือการประมาณการอย่างคราวๆ ถึงค่าใช้จ่ายมวลรวมที่หมดไปกับการเขียนฟิคเรื่องนี้ทั้งหมด อาทิเช่นค่าโทรศัพท์ในการวางพล๊อตเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลในสถานที่จริง (ทั้งประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลี) รวมท้งอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้ผลงานชิ้นนี้สมบรูณ์ที่สุด) ผลงานที่ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจจนกล่าวได้อย่างเต็มปากว่ามันเป็นผลงานชิ้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเราจริงๆ  

 

เพราะฉะนั้นทุกคนที่หลงเข้ามา .....

.... ขอต้อนรับสู่โลกแห่งจินตนาการของพวกเรานะคะ ....  

 

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ตามที แต่โลกแห่งจินตนาการที่ว่านี้กลับเต็มไปด้วยหลักของเหตุผลซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากทั้งเหตุการณ์จริง (อาทิเช่น รายการโทรทัศน์ที่มีอยู่จริง หรือสถานที่ที่มีอยู่จริง) ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ของเจ้าตัว (หมายถึงต้นแบบของตัวละครเอกในเรื่อง) บล๊อคส่วนตัว รวมไปถึงตารางงานส่วนตัวที่สามารถตรวจสอบได้ อัดแน่นอยู่เต็มไปหมดเลยล่ะค่ะ

 

เป็นโลกแห่งจินตนาการที่จะทำให้คุณสับสนว่าสิ่งไหนคือเรื่องจริง สิ่งไหนคือสิ่งที่พวกเราจงใจสร้างขึ้นกันแน่ แต่ในเมื่อพวกคุณเลือกที่จะก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้แล้ว ขอจงสนุกสนานกับมันให้เต็มที เพราะผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนั้น

 

เพียงแต่พวกคุณจะแยกออกไหมว่า .....

 

Which ... FACT OR FAKE???

 

 

...