-Track- 01. - Missing You | Part 1

posted on 02 Jan 2010 08:47 by eternal-dears in Fiction

  

... คิดถึง ...

 

อันที่จริงมันก็แค่ความรู้สึกแสนธรรมดาที่ใครๆ ก็มีกัน... แม้แต่คนอย่างผม คนที่รู้จักผมเพียงผิวเผินอาจจะคิดว่า... คนที่ตีสีหน้าเรียบนิ่งตลอดเวลาประหนึ่งคนไร้อารมณ์อย่างผมจะรู้จักความหมายของคำคำนี้ด้วย

ผมน่ะ..ไม่เพียงแต่รู้จักมันหรอก แต่เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจความทรมานของมันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว การที่เฝ้าแต่คิดถึงคนคนหนึ่งโดยไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากนั่งคิดถึงเขาอยู่อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม... ทั้งผมและโยชิกิก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่พอคิดถึงกันแล้วจะสามารถไปมาหาสู่กันได้ตามใจชอบ เราทั้งคู่ยังมีภาระและหน้าที่ซึ่งต้องจัดการให้ลุล่วง สำหรับคนรอบข้างของพวกเราแล้ว คงจะมองว่าเราเป็นพวกบ้างานด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะเขาที่มีตารางงานยาวเหยียดตลอดทั้งปีตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดึกดื่นเที่ยงคืนบางครั้งก็ยังไม่ได้นอน เนื่องจากต้องทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จเสียก่อน

ผมถอนใจอย่างปลงตกในโชคชะตาของตัวเอง ในขณะที่สมองของผมก็เริ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

...นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมได้รู้จักผู้ชายคนนี้...

 

จะว่าไปแล้วการพบกันระหว่างผมกับโยชิกิเป็นเหมือนพรหมลิขิต คนที่รู้จักเราทั้งคู่มักเข้าใจว่าการพบกันครั้งแรกของเราเริ่มต้นเมื่อแปดปีก่อน สมัยที่ฮิเดะซังซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพยังมีชีวิตอยู่และผมยังคงเป็นนักร้องนำให้วง ‘Malice Mizer’ รุ่นพี่ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับเขาอีกครั้ง...ในฐานะเพื่อนสนิท

แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่าความจริงแล้วการพบกันครั้งแรกของเรามันเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี.... ในช่วงระยะเวลานั้น คงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก จนเขาคงลืมมันไปจนหมดแล้ว ...

 

การพบกันของเรานั้น แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในชีวิตของเขา แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ อย่าง เวลานั้นผมเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเก้าที่ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ เนื่องจากถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน เป็นช่วงที่เริ่มต้นใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของทางบ้านอีกต่อไป ในช่วงเวลานั้นผมทำทุกอย่างที่เคยถูกห้ามเอาไว้ ... บางทีการที่ผมทำตัวแบบนี้อาจจะเป็นเพราะต้องการระบายความเก็บกดที่มีในวัยเด็กก็เป็นได้

 

... ชีวิตนี้เป็นของผม.. ผมจะทำอะไรมันก็เป็นเรื่องของผม...

 

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ในตอนแรก...

ในเวลานั้นผมทำงานเป็นโฮสต์และดีลเลอร์ในคาสิโนแห่งหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นงานที่รายได้ดี โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เงินมาใช้ง่ายๆ แล้ว ผมเคยหาเงินได้วันละแสน และใช้มันหมดภายในวันเดียว ขอแค่มีเงินก็พอให้ผมมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมากๆ จะได้พ้นจากสภาพความยากจนที่ผมเคยเผชิญมาตั้งแต่เล็กเสียที

ดังนั้น... เมื่อได้ออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง ผมจึงสาบานกับตัวเองว่า... ชีวิตนี้จะไม่มีวันยอมให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพข้นแค้นแบบนั้นอีกเป็นอันขาด ต่อจากนี้ผมจะต้องร่ำรวย.. ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าใครๆ ... ด้วยคำสาบานนั้นผมจึงเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพกลางคืนเรื่อยมา

แต่แล้ว... อยู่มาวันหนึ่งผมก็ได้พบว่า การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของผมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ใช้ชีวิตได้ด้วยซ้ำ เพราะผมไม่เคยแคร์ว่าตัวเองจะอยู่หรือจะตาย ทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนไม่รู้ค่าของมัน ก็แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ มันก็เท่านั้นเอง ...ที่สุดก็แค่ยังไม่ตายก็เท่านั้น

 

....เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมจากดีลเลอร์ในคาสิโน ให้กลายเป็นผมอย่างทุกวันนี้ได้ก็คือ... การได้พบกับเขา...

 

เขาคนนั้น...เป็นลูกค้าของคาสิโนที่ผมทำงานอยู่ เขาเป็นนักดนตรีที่มีภาพลักษณ์เหมือนกับคุณชายในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งเช่นเดียวกับเหล่าคนชั้นสูงที่รายล้อมรอบตัวเขาอยู่ นอกจากนั้น.. ที่ข้างกายของเขาก็มักจะมีสาวงามเคียงคู่อยู่ตลอดเวลา ในสายตาของผม...เขาช่างดูสง่างามและสมบูรณ์แบบเหลือเกิน...

 

.... แบบนี้สิที่ผมอยากเป็น ...

 

พอมองเขาในเวลานั้นแล้ว ความคิดนี้ก็ลอยเขามาในหัว ใช่...ชีวิตที่ผมใฝ่ฝันมันคือการที่ได้มีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับผู้ชายคนนี้... หลังจากวันนั้นมาเป้าหมายในการใช้ชีวิตของผมมันก็เปลี่ยนแปลงไป

แม้แต่ตอนนี้คำพูดประโยคแรกที่เขากล่าวก็ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบสามปีแล้วก็ตาม...

 

"ระหว่างคิดว่าชีวิตของนายตอนนี้มันช่างวิเศษเหลือเกิน กับการที่นายคิดว่าชีวิตของนายมันจะเป็นยังไงก็ได้? นายคิดว่าอย่างไหนดีกว่ากัน?" เขาถามผมพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลสมกับเป็นคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีในสังคมชั้นสูง  

"ก็ต้องคิดว่าชีวิตนี้มันแสนวิเศษน่ะสิ...!!" ผมตอบเขากลับไปในทันทีแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

 

ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับคำพูดของเขา... คำพูดนั้นมันทำให้ผมได้ตระหนักว่า.. ตลอดเวลาที่ผม ใช้ชีวิตมานั้น มันช่างไร้ความหมายเสียจริงๆ ...ทั้งๆ ที่ผมยังหนุ่มและมีแรงดีอยู่ ผมน่าจะเอาความคิดและสมองที่มีไปใช้ในทางอื่นที่เป็นประโยชน์กับตัวเองให้มากกว่าการจมปลักอยู่ในคาสิโนแบบนี้ไม่ใช่เหรอ..?

นับจากนั้นมา..ผมก็เริ่มใช้เวลาอยู่กับเขามากขึ้น ใช้เวลาทำสิ่งต่างๆ กับเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ว่างจากงานที่ทำ ผมมักจะไปพบเขาที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ เสมอ และนั่น..เป็นครั้งแรกที่ผมจำได้ว่าผมเริ่มให้ความสนใจคนอื่นนอกจากตัวเองบ้าง...

อย่างไรก็ตามผมก็รู้สึกสนใจเขายิ่งกว่าใครทั้งหมดที่ผมเคยได้พบมา อาจเป็นเพราะความยอดเยี่ยมของเขาทั้งในเรื่องดนตรีและการใช้ชีวิตกระมังที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจเขามากขนาดนี้ เขามักจะกล่าวว่า "อย่างไหนดีกว่ากัน อันนี้หรืออันนั้น?" และเขาก็มีวิธีที่จะอธิบายเรื่องต่างๆ ให้ผมเข้าใจเรื่องราวนั้นได้อย่างง่ายดาย

และเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเราได้พูดคุยกันมากขึ้นเท่าไหร่ ผมได้เริ่มเรียนรู้วิธีการคิดและวิธีการแสดงออกซึ่งแตกต่างไปจากที่ผมเคยคิดหรือทำอยู่ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่ผมได้ตระหนักว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมเพียงไร

 

ผมเป็นคนเกลียดความพ่ายแพ้อย่างที่สุด จนกระทั่งตอนนี้ถ้าผมได้พบกับคนที่เก่งกาจกว่าผมในทุกๆ ด้านแล้วล่ะก็ ผมก็จะเรียนรู้จากเขาคนนั้นแล้วข้ามผ่านกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยมกว่าเขาคนนั้นให้ได้

ทว่าในกรณีของคนคนนี้ ... เขากลับเป็นคนที่ผมไม่สามารถจะข้ามผ่านไปได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม เขาก็ยังคงเหนือกว่าในทุกทางอยู่ดี เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้สึกว่าผมคงไม่มีทางไล่ตามความยอดเยี่ยมของเขาได้ทันแน่ๆ

แม้ว่าจากวันนั้นมาเวลาจะผ่านไปกว่าสิบปีแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของผมก็ยังไม่เข้าใกล้เขาเลยซักนิด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดว่าคงมีซักวันที่ผมจะได้ขึ้นไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับเขา ...

 

...ณ ช่วงเวลานั้นที่ผมได้พบกับเขา ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเอง เพิ่งเกิด ขึ้นมาบนโลกนี้...

 

....ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ...

 

ตอนที่ได้พบกับเขา เป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้มีชีวิตอยู่จริงๆ เหมือนกับว่าในที่สุดผมก็หาคำตอบให้กับชีวิตตัวเองได้แล้ว คำตอบของคำถามที่ว่าผมเกิดมาทำไม?’ คำพูดและความยอดเยี่ยมของเขาได้ช่วยให้ความหมายในการมีชีวิตอยู่กับผม...

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่อง เส้นทางสายดนตรีอย่างจริงจัง ผมเริ่มกลับไปศึกษาการตีกลองอย่างตั้งใจ ขณะเดียวกันก็ฝึกซ้อมเปียโนที่เคยทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่งไปด้วย ....

 

นับจากวันที่ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ ผมก็ลาออกจากคาสิโน และเดินทางไปโตเกียวเพื่อสานฝันในการเป็นนักดนตรีอาชีพของผม โดยไปเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ ‘Malice Mizer’ ในฐานะนักร้องนำ

แต่การเดินทางตาม เส้นทางสายดนตรีสู่ความฝันของผมนั้นมันไม่ง่ายเอาเสียเลย ไม่มีกลีบกุหลาบ หรือพรมแดงปูลาดไปตามทางที่ผมเดิน... มันแสนขรุขระและลำบากยากเย็นกว่านั้นหลายเท่า เส้นทางนี้มันเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความเศร้า และสุดท้ายจบลงด้วยความตายของเพื่อนสนิทคนสำคัญของผม....

หลังจากเข้าไปเป็นสมาชิกของ ‘Malice Mizer’ ได้พักใหญ่ ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยกลับมีอันต้องมาพังทลายลง เมื่อผมกับสมาชิกในวงมีเรื่องขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ...รุนแรงมากขนาดที่ว่าผมตัดสินใจเดินแยกออกมา ไม่ร่วมทางกับพวกเขาอีกต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้น... นับเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงในชีวิตผม เพราะความหมายของการมีชีวิตอยู่ที่เคยเชื่อมั่นมาตลอดได้สูญสลายไปพร้อมๆ กับเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมรู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเกาะ เมื่อทุกอย่างมันพังทลายไปหมดแล้ว จากนี้..ผมจะเหลืออะไรให้ยึดถือเป็นจุดหมายของชีวิตดี?

มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มกลับมาถามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองอีกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้องอยู่รึเปล่า? ...ทั้งๆ ที่พยายามอย่างสุดกำลังแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ผมได้กลับมามันคืออะไร? ผมควรจะเดินต่อไป หรือว่ามองหาหนทางใหม่ที่ดีกว่านี้ดีนะ?

 

...
ในเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ผมก็ได้พบกับโยชิกิอีกครั้ง...

 

ช่วงเวลาหลายปีที่เราไม่ได้พบกัน เขาก็ยังคงเข้มแข็งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ด้วยรูปลักษณ์ที่บอบบางราวกับเจ้าหญิงที่รอคอยการปกป้องจากอัศวินผู้กล้า หากแต่ใครจะรู้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของรูปลักษณ์นั้นซ่อนความเข้มแข็งอย่างยิ่งยวดเอาไว้ภายใน เขาเป็นคนที่เข้มแข็งยิ่งว่าใครที่ผมเคยพบมา

ในเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต... เมื่อเขาต้องสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าเขายังคงเศร้าโศกจากการเสียคนสำคัญไป แต่เขาก็ยังมีน้ำใจปลอบใจผมซึ่งกำลังเคว้งคว้างอย่างอ่อนโยน... และคำพูดของเขาได้จุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ของผมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...

 

เวลานั้นเรากำลังยืนมองท้องทะเลยามค่ำที่มืดมิดเหมือนความเศร้าโศกของเขา เขาเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาได้เห็นเถ้ากระดูกของรุ่นพี่ของผมค่อยๆ จมลงสู่ท้องน้ำเบื้องล่าง นอกจากที่หลุมศพ ก็มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่เขารู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ๆ กับรุ่นพี่ของผม ดังนั้นการที่เขาพาผมมาที่นี่คงเพราะอยากให้ผมมาเยี่ยมรุ่นพี่ที่จากไป

 

เรายืนมองพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นาน ในที่สุดเขาหันมาถามผมว่า...

"ระหว่างคิดว่าชีวิตนี้ช่างวิเศษเหลือเกิน กับการที่นายคิดว่าชีวิตนี้จะเป็นยังไงก็ได้ นายว่าอย่างไหนดีกว่ากัน..?"

คำพูดนั้นเป็นคำพูดเดียวกับที่เขาได้เคยพูดกับผมเมื่อนานมาแล้ว ผมไม่คิดว่าเขาจะจำผมได้หรอก แต่คิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นการบอกใบ้ถึงคำตอบของสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ก็เป็นได้ ...

 

ถ้าเป็นในเวลานี้คำตอบยังจะเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า?

มันแน่นอนอยู่แล้ว!!!

 

... แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าชีวิตนี้ของผมมันช่างวิเศษเหลือเกิน ...

 

คำพูดของเขาทำให้ผมนึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ในเวลานั้นผมไม่มีอะไรเลย ทั้งแรงบันดาลใจที่มุ่งมั่นจะเป็นนักดนตรีอาชีพให้ได้ หรือความทุ่มเทที่มีให้กับความฝันของผม ผมออกจากเกียวโตมายังโตเกียวด้วยตัวเปล่าๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาทีละอย่าง ทั้งเพื่อนและวงดนตรี

จะว่าไปแล้วตอนนี้ มันก็เหมือนย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นอีกครั้งเท่านั้นเอง ผมคิดแล้วก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อมันไม่มี ผมก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ถึงไม่มีวงก็ไม่เป็นไร ผมจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือนี้อีกครั้ง!!!

 

"ขอบคุณ... คุณรู้ไหมเมื่อนานมาแล้ว เคยมีคนพูดแบบนี้กับผมเหมือนกัน" ผมกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ คำพูดของเขาช่วยผมไว้ถึงสองครั้ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกตัวซะเลย เขาคงลืมเรื่องของผมไปจนหมดแล้ว เขาคงลืมไปแล้วว่าเมื่อหลายปีก่อนมีเด็กคนหนึ่งหลงไหลในความยอดเยี่ยมของเขาและยึดเขาเป็นต้นแบบจนเติบโตมาได้ขนาดนี้...

"หึๆ งั้นเหรอ" เขากล่าวพลางหัวเราะลงคอเบาๆ ตามแบบของเขา

"ใช่ มันบังเอิญมากเลยล่ะ"

 

แต่เอาเถอะ... ถึงแม้ว่าจะอดน้อยใจไม่ได้ที่เขาจำผมไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การที่ผมพยายามจนมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคำพูดประโยคนั้นของเขา เขาคงจะต้องรู้สึกผิดหวังแน่ๆ ถ้าผมจะทิ้งทุกอย่างไปง่ายๆ แบบนี้ ตอนนี้ผมมีเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตแล้ว จากนี้ไปผมจะพยายามต่อไป จนกว่าจะได้ยืนเคียงข้างเขาได้อย่างทัดเทียม...

 

.....................................................................

To be continue...

 

 

::Mikoto::

มองแบบนี้แล้ว ค่อยดูเป็นนิยายขึ้นมาหน่อย (จากเดิมที่มักถูกหาว่าเขียนสารคดีอยู่รึเปล่า) รีไรท์ไปก็ขำกันไป เพราะบางประโยคเพียงแค่เรียงประโยคใหม่ก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนไปได้แล้ว ภาษาเนี่ยช่างน่ากลัวจริง สำหรับผู้ที่เพิ่งอ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรกกรุณาอย่าแปลกใจ การเขียนนิยายเรื่องนี้ก็ใช้วิธีเดียวกับการต่อจิ๊กซอร์นั่นแหละ ก๊ากกก

อ่านกี่ทีก็ชอบตรงนี้ “ด้วยรูปลักษณ์ที่บอบบางราวกับเจ้าหญิงที่รอคอยการปกป้องจากอัศวินผู้กล้า”

ขอโทษเถอะนะ แน่ใจเหรอว่านี่เป็นคำบรรยาย “เซเมะ” ของเราน่ะ มีอย่างเรอะ เซะเป็นเจ้าหญิง ส่วนอุเคะของเรากลับอยากเป็น “อัศวิน” ซะงั้น ช่วยทำอะไรที่มันตรงกับตำแหน่งของตัวเองหน่อยไม่ได้เรอะ เฮ้อ เขียนไปขำไป ให้มันได้อย่างนี้สิ    

 

 

Comment

Comment:

Tweet